จดหมายเหตุระยะทางเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ ร.ศ. ๑๓๔ (พ.ศ. ๒๔๕๘) พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงใช้พระนามแฝงว่า “นายสักขี” ความว่า เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๘ พระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกท้องพระโรงพระตำหนักสราญรมย์ เมืองสุราษฎร์ธานี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๔ ภูษาณาภรณ์แก่พระเทพไชยบุรินทร์ (คล้าย) นายอำเภอท่าแซะ แขวงเมืองชุมพร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชหัตถเลขาขนานสกุลแก่รองอำมาตย์โท พระเทพไชยบุรินทร์ (คล้าย) ว่า “ฐิตะฐาน” (Thitathãna)
บรรพบุรุษของตระกูล “ฐิตะฐาน” นี้ จากประวัติคำบอกเล่าว่าสืบสายมาจากพระสวีแก้ว ผู้ว่าราชการเมืองสวี ดังต่อไปนี้
เดิมพระสวีแก้วเป็นคนที่ลงมาจากอยุธยา เมืองสวีนี้เป็นเมืองเก่าตามหลักฐานพระราชพงศาวดารกรุงเก่าซึ่งพบภายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ว่าเมืองสวีอยู่ในอันดับที่ ๔๘ ในรายชื่อหัวเมืองปักษ์ใต้ที่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาและเป็นเมืองที่มีหน้าที่ส่งส่วยต่อกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้เอกราชได้ใน พ.ศ.๒๓๑๓ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านคร (หลวงสิทธิ นายเวรมหาดเล็ก) กลับไปครองเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นตรงต่อกรุงธนบุรี เมื่อเดือน ๑๑ ปีวอก อัษฐศก จ.ศ. ๑๑๓๘ (พ.ศ. ๒๓๑๙) และได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พระสวีแก้ว” ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองสวีในคราวนั้นด้วย ชาวบ้านเรียกพระสวีแก้วว่า “พระสวีเฒ่า”
พระสวีแก้ว หรือพระสวีเฒ่ามีบุตร ๕ คน บุตรคนที่ ๑, ๒ และ ๔ ต่างได้สืบตระกูลเป็นพระสวีต่อกันมาตามลำดับคือ พระสวีบุญมี พระสวีกลัด และพระสวีสิน
พระสวีสินมีบุตร ๘ คน คนแรกคือ พระเพชรคีรีศรีสมุทรสงคราม (ยัง) ได้เป็นเจ้าเมืองสวี และบุตรคนที่ ๕ ของพระสวีสิน คือพระพลสงคราม (นุ้ยหรือจุ้ย) เป็นจางวางด่านเมืองชุมพร
พระพลสงคราม (นุ้ยหรือจุ้ย) มีบุตร ๕ คน บุตรคนที่ ๔ คือ พระเทพไชยบุรินทร์ (คล้าย) เป็นพระท่าแซะ เจ้าเมืองท่าแซะคนสุดท้าย เพราะเมื่อถึง ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ. ๒๔๓๙) เมืองท่าแซะเปลี่ยนเป็นอำเภอท่าแซะขึ้นกับจังหวัดชุมพร พระเทพไชยบุรินทร์ จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอท่าแซะเป็นคนแรก
เมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ใน ร.ศ. ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๔๕๒) พระเทพไชยบุรินทร์ (คล้าย) นายอำเภอท่าแซะได้สร้างพลับพลาประทับแรมถวายที่ท่าไม้ลาย และเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเลียบมณฑลปักษ์ใต้ พ.ศ. ๒๔๕๘ พระเทพไชยบุรินทร์ (คล้าย) ได้นำช้างเผือกสูง ๔ ศอก ๑๐ นิ้ว งาพันไพร ๒๖ นิ้ว ๑ กระเบียด ซึ่งพระเทพไชยบุรินทร์ตั้งคอกจับได้ที่ป่าชะวาก ตำบลสลุย ท้องที่อำเภอท่าแซะ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๕ ขอพระราชทานถวาย ทรงเห็นว่าช้างเผือกนี้งามควรขึ้นระวางเป็นช้างชนะงาได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้รับไว้เป็นช้างหลวง ด้วยความดีความชอบนานาประการ พระเทพไชยบุรินทร์ (คล้าย) จึงได้รับพระราชทานนามสกุล “ฐิตะฐาน” ดังกล่าวแล้ว
ทั้งบรรพบุรุษและผู้สืบสกุลของตระกูลฐิตะฐานนับว่าได้มีบทบาทสำคัญต่อการปกครองและการพัฒนาหัวเมืองปักษ์ใต้ส่วนเหนือเป็นอย่างยิ่ง เช่น เมืองสวี ท่าแซะ เมืองกุยบุรี เมืองกระบุรี และเมืองชุมพร เป็นต้น เช่น พระพลสงคราม (เนียม ฐิตะฐาน) พี่ชายคนโตของพระเทพไชยบุรินทร์เป็นจางวางด่านเมืองชุมพรสืบต่อจากพระพลสงคราม (นุ้ย) ผู้เป็นบิดาพระรามพิชัย (เสือ ฐิตะฐาน) พี่ชายคนที่ ๒ ของพระเทพไชยบุรินทร์เป็นอดีตเจ้าเมืองกุยบุรีเป็นปลัดเมืองและปลัดทัพเมืองท่าแซะ เป็นต้น
ทายาทของบรรพบุรุษแห่งตระกูลฐิตะฐานใช้นามสกุลต่างกันไปเป็นสาย ๆ เช่น เรืองชัย รุ่งเรือง หนูราช ธรรมรัตน์ บุญมี เหมาะพิชัย ยังสวัสดิ์ เป็นต้น (สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์)